ใต้ตาบวมข้างเดียว เกิดจากอะไร? เช็กสาเหตุและวิธีแก้

ใต้ตาบวมข้างเดียว เกิดจากอะไร? เช็กสาเหตุและวิธีแก้

อาการใต้ตาบวมหรือถุงใต้ตานูนขึ้น อาจทำให้หลายคนรู้สึกกังวล โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นเพียงข้างเดียว ซึ่งอาการดังกล่าวสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การพักผ่อนไม่เพียงพอหรือการขยี้ตา ไปจนถึงความผิดปกติบริเวณรอบดวงตาที่ควรสังเกตอย่างใกล้ชิด

สำหรับผู้ที่กำลังหาข้อมูลว่า ใต้ตาบวมข้างเดียว วิธีแก้ไขมีอะไรบ้าง ควรเริ่มจากการทำความเข้าใจสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ เพื่อให้สามารถเลือกวิธีดูแลได้อย่างเหมาะสม ในบทความนี้ Classcare Clinic ได้รวบรวมสาเหตุที่พบบ่อย วิธีดูแลเบื้องต้น รวมถึงสัญญาณผิดปกติที่ไม่ควรมองข้ามมาให้ศึกษากันค่ะ

อาการ “ใต้ตาบวมข้างเดียว” คืออะไร?

อาการใต้ตาบวมข้างเดียว คือ ภาวะที่บริเวณใต้ตาข้างใดข้างหนึ่งมีอาการบวม นูน หรือดูใหญ่กว่าอีกข้างอย่างเห็นได้ชัด โดยอาการอาจเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน หรือค่อย ๆ บวมมากขึ้นทีละน้อย บางรายอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ตาแดง คัน เจ็บ ระคายเคือง หรือรู้สึกตึงบริเวณรอบดวงตา ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันไปตามสาเหตุ

ภาวะตาบวมข้างเดียวสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ตั้งแต่การพักผ่อนไม่เพียงพอ ภูมิแพ้ หรือการอักเสบบริเวณเปลือกตา ไปจนถึงการติดเชื้อหรือความผิดปกติของต่อมไขมันบริเวณเปลือกตา หากอาการบวมไม่ยุบภายในไม่กี่วัน มีอาการปวดมาก ตาแดงผิดปกติ หรือเริ่มส่งผลต่อการมองเห็น ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและรับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมค่ะ

ใต้ตาบวมข้างเดียว เกิดจากอะไร
ปุ่ม Phone Classcare
ปุ่ม Line Classcare
ปุ่ม Messenger Classcare

ใต้ตาบวมข้างเดียว เกิดจากอะไร? เจาะลึก 9 สาเหตุสำคัญที่พบบ่อย

อาการใต้ตาบวมข้างเดียวสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ภาวะอักเสบเล็กน้อยที่สามารถดูแลเบื้องต้นได้ ไปจนถึงความผิดปกติบางอย่างที่ควรได้รับการตรวจและรักษา โดยสาเหตุที่พบได้บ่อย มีดังนี้

1. ตากุ้งยิง

ตากุ้งยิง (Hordeolum) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณต่อมไขมันหรือรูขุมขนที่เปลือกตา ทำให้เกิดตุ่มบวม แดง และเจ็บคล้ายสิว ในบางรายอาการบวมอาจลามมายังบริเวณรอบดวงตาหรือใต้ตา ส่งผลให้ดวงตาข้างที่มีอาการดูบวมกว่าอีกข้างอย่างเห็นได้ชัด

2. ก้อนไขมันอุดตันที่เปลือกตา

ก้อนไขมันอุดตันที่เปลือกตา (Chalazion) เกิดจากต่อมไขมันบริเวณเปลือกตาอุดตัน จนเกิดเป็นก้อนนูนใต้ผิวหนัง แม้ส่วนใหญ่มักไม่รู้สึกเจ็บ แต่หากก้อนมีขนาดใหญ่ขึ้น อาจทำให้เปลือกตาและบริเวณรอบดวงตาดูบวม รวมถึงทำให้ใต้ตาข้างหนึ่งดูนูนกว่าปกติได้

3. เปลือกตาอักเสบ หรือภูมิแพ้ขึ้นตา

ภาวะเปลือกตาอักเสบ (Blepharitis) หรืออาการแพ้บริเวณดวงตา อาจทำให้เกิดอาการบวม คัน แดง และระคายเคือง โดยมีสิ่งกระตุ้นได้หลายชนิด เช่น ฝุ่น ควัน เกสรดอกไม้ หรือสารก่อภูมิแพ้อื่น ๆ ในบางกรณีอาการอาจเกิดเด่นชัดเพียงข้างเดียว โดยเฉพาะเมื่อดวงตาข้างนั้นสัมผัสกับสิ่งกระตุ้นมากกว่าอีกข้าง

4. ท่อน้ำตาอุดตัน หรือถุงน้ำตาอักเสบ

เมื่อท่อน้ำตาอุดตัน น้ำตาอาจระบายออกได้ไม่ดีจนเกิดการคั่ง และเพิ่มโอกาสเกิดการอักเสบบริเวณถุงน้ำตา (Dacryocystitis) ผู้ที่มีภาวะนี้อาจมีอาการบวมบริเวณหัวตาหรือใต้ตา ร่วมกับน้ำตาไหลมาก ขี้ตาเพิ่มขึ้น หรือมีอาการเจ็บและกดแล้วรู้สึกปวดบริเวณหัวตา

5. ผลข้างเคียงจากโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

หลังฉีดโปรแกรมฟิลเลอร์ใต้ตา อาจพบอาการบวม ช้ำ หรือความนูนของใต้ตาที่ไม่เท่ากันได้ โดยเฉพาะในช่วงแรกหลังทำหัตถการ ซึ่งอาการบวมอาจเกิดเด่นชัดเพียงข้างเดียว นอกจากนี้ ในบางกรณีอาจเกิดจากฟิลเลอร์กระจายตัวไม่สม่ำเสมอหรือเคลื่อนจากตำแหน่งเดิม ทำให้ใต้ตาข้างหนึ่งดูนูนหรือบวมมากกว่าอีกข้างได้

6. การติดเชื้อรุนแรงบริเวณเบ้าตา

ภาวะเนื้อเยื่อรอบเบ้าตาอักเสบติดเชื้อ (Orbital Cellulitis) เป็นภาวะที่ควรได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน โดยมักมีอาการตาบวมแดงมาก ปวดบริเวณรอบดวงตา ลืมตาได้ลำบาก และอาจมีไข้ร่วมด้วย ในบางรายอาจรู้สึกเจ็บขณะกลอกตาหรือมีการมองเห็นผิดปกติ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อการมองเห็นได้

7. แมลงสัตว์กัดต่อย หรือการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ระคายเคือง

ผิวหนังใต้ตาค่อนข้างบางและระคายเคืองง่าย จึงบวมได้ง่ายเมื่อถูกแมลงกัดต่อย หรือสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้และสารระคายเคือง เช่น เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว หรือสารเคมีบางชนิด โดยอาจมีอาการบวม คัน แดง หรือแสบร้อนเฉพาะบริเวณใต้ตาข้างที่สัมผัสสิ่งกระตุ้น

8. อุบัติเหตุ การกระแทก หรือการขยี้ตาอย่างรุนแรง

การกระแทกบริเวณดวงตา ไม่ว่าจะจากอุบัติเหตุ การเล่นกีฬา หรือการขยี้ตาแรง ๆ อาจทำให้เส้นเลือดฝอยและเนื้อเยื่อรอบดวงตาบาดเจ็บ จนเกิดอาการบวม ช้ำ หรือมีเลือดคั่งบริเวณใต้ตาข้างเดียวได้ โดยระดับความรุนแรงของอาการจะแตกต่างกันตามแรงกระแทกที่ได้รับ

9. ไซนัสอักเสบเฉียบพลันลุกลามมาที่เบ้าตา

โพรงไซนัสบางส่วนอยู่ใกล้กับบริเวณเบ้าตา หากเกิดการอักเสบหรือติดเชื้อรุนแรง เชื้ออาจลุกลามไปยังเนื้อเยื่อรอบดวงตาและทำให้เกิดอาการบวมได้ ผู้ป่วยอาจมีอาการร่วม เช่น คัดจมูก น้ำมูกข้น ปวดหรือกดเจ็บบริเวณใบหน้า รวมถึงใต้ตาบวม ตาแดง หรือปวดรอบดวงตา หากมีอาการรุนแรงหรือผิดปกติด้านการมองเห็น ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและรักษาอย่างเหมาะสมค่ะ

วิธีสังเกตอาการใต้ตาบวมข้างเดียว

การสังเกตลักษณะของอาการบวม ตำแหน่งที่เกิด และอาการร่วมต่าง ๆ อาจช่วยให้ประเมินสาเหตุเบื้องต้นได้ง่ายขึ้น รวมถึงช่วยตัดสินใจว่าควรดูแลตนเองหรือควรเข้าพบแพทย์ โดยสามารถสังเกตได้ดังนี้ค่ะ

  • สังเกตสีผิวบริเวณที่บวม หากผิวมีสีแดง ร้อน หรือกดเจ็บ อาจเกิดจากการอักเสบหรือติดเชื้อ แต่หากมีอาการบวมร่วมกับคัน มักพบได้ในภาวะภูมิแพ้หรือการระคายเคือง
  • สังเกตอาการเจ็บหรือความรู้สึกผิดปกติ หากกดแล้วรู้สึกเจ็บ อาจเกิดจากตากุ้งยิงหรือการติดเชื้อ ขณะที่อาการบวมแบบไม่เจ็บอาจสัมพันธ์กับก้อนไขมันอุดตันหรือถุงใต้ตา
  • เปรียบเทียบขนาดและตำแหน่งของอาการบวม สังเกตว่าบวมเฉพาะบริเวณใต้ตา เปลือกตา หรือบวมลามไปรอบดวงตา เนื่องจากตำแหน่งและขอบเขตของอาการบวมอาจช่วยบ่งบอกสาเหตุที่เป็นไปได้
  • สังเกตระยะเวลาที่เกิดอาการ หากบวมเพียงชั่วคราวหลังอดนอน ร้องไห้ หรือสัมผัสสารระคายเคือง อาการอาจค่อย ๆ ดีขึ้นได้เอง แต่หากบวมต่อเนื่องหลายวันหรือมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ควรเข้ารับการตรวจเพิ่มเติม
  • สังเกตอาการร่วมอื่น ๆ เช่น มีไข้ น้ำตาไหลมาก ขี้ตาผิดปกติ ตาแดง ปวดตา เจ็บขณะกลอกตา หรือการมองเห็นเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะที่ควรได้รับการตรวจจากแพทย์โดยเร็ว

เช็กด่วน! ใต้ตาบวมข้างเดียวแบบไหนที่ต้องรีบพบแพทย์

แม้อาการใต้ตาบวมข้างเดียวส่วนใหญ่อาจไม่รุนแรงและค่อย ๆ ดีขึ้นได้เอง แต่หากมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย ก็ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้และควรรีบพบแพทย์ทันทีหากมีอาการดังต่อไปนี้

  1. ปวดบริเวณเบ้าตารุนแรง หรือมีอาการปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อกลอกตาหรือขยับดวงตา
  2. การมองเห็นเปลี่ยนแปลงไป เช่น ตามัว เห็นภาพซ้อน มองเห็นไม่ชัด หรือมองเห็นบางส่วนผิดปกติ
  3. ลูกตาโปนผิดปกติ เปลือกตาปิดไม่สนิท หรือขยับลูกตาได้ลำบาก ซึ่งอาจบ่งบอกถึงความผิดปกติภายในเบ้าตา
  4. มีไข้สูง หนาวสั่น หรืออ่อนเพลียร่วมด้วย ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อที่ควรได้รับการรักษาโดยเร็ว
  5. อาการบวม แดง หรือร้อนลุกลามอย่างรวดเร็ว ไปยังบริเวณรอบดวงตา แก้ม หรือหน้าผาก
  6. มีหนอง ขี้ตาผิดปกติ หรือน้ำตาไหลมากผิดปกติ ร่วมกับอาการบวม แดง หรือเจ็บบริเวณดวงตา
  7. อาการบวมไม่ยุบหรือเป็นต่อเนื่องหลายวัน แม้จะดูแลตนเองเบื้องต้นแล้ว หรือมีแนวโน้มบวมมากขึ้น ควรเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาอย่างเหมาะสม
ใต้ตาบวมข้างเดียว วิธีแก้เบื้องต้นด้วยตัวเอง
ปุ่ม Phone Classcare
ปุ่ม Line Classcare
ปุ่ม Messenger Classcare

ใต้ตาบวมข้างเดียว วิธีแก้เบื้องต้นด้วยตัวเองเพื่อดูแลอย่างเหมาะสม

หากมีอาการใต้ตาบวมข้างเดียว แต่ไม่มีสัญญาณอันตราย เช่น ปวดตารุนแรง ตามัว หรือมีไข้ร่วมด้วย สามารถดูแลตนเองเบื้องต้นเพื่อช่วยบรรเทาอาการบวมและลดการระคายเคืองได้ โดยใต้ตาบวมข้างเดียว วิธีแก้เบื้องต้นมีหลายวิธี ซึ่งควรเลือกให้เหมาะกับสาเหตุของอาการ ดังนี้

1. ประคบเย็นเมื่อบวมจากภูมิแพ้ แมลงกัดต่อย หรือการกระแทก

การประคบเย็นช่วยลดอาการบวม บรรเทาอาการคัน และช่วยให้หลอดเลือดบริเวณรอบดวงตาหดตัว สามารถใช้เจลประคบเย็นหรือผ้าสะอาดห่อน้ำแข็ง ประคบบริเวณที่บวมครั้งละประมาณ 10-15 นาที วันละ 3-4 ครั้ง โดยไม่ควรนำน้ำแข็งมาสัมผัสกับผิวหนังโดยตรง เพื่อป้องกันการระคายเคืองหรือผิวหนังถูกทำลายจากความเย็น

2. ประคบอุ่นเมื่อบวมจากตากุ้งยิงหรือก้อนไขมันอุดตัน

หากอาการบวมเกิดจากตากุ้งยิงหรือก้อนไขมันอุดตัน การประคบอุ่นอาจช่วยให้ไขมันและสารคัดหลั่งบริเวณต่อมเปลือกตาระบายออกได้ดีขึ้น โดยใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่น บิดให้หมาด แล้วประคบบริเวณเปลือกตาครั้งละประมาณ 10-15 นาที วันละหลายครั้ง ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำที่ร้อนจัด เพราะอาจทำให้ผิวรอบดวงตาระคายเคืองได้

3. หลีกเลี่ยงการขยี้ บีบ หรือกดนวดบริเวณที่บวม

แม้อาการคันหรือความรู้สึกตึงบริเวณใต้ตาอาจทำให้เผลอขยี้หรือสัมผัสดวงตาบ่อย ๆ แต่ควรหลีกเลี่ยงการขยี้ บีบ หรือกดนวดบริเวณที่บวม เพราะอาจกระตุ้นให้เนื้อเยื่อรอบดวงตาอักเสบมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และทำให้อาการบวมใช้เวลานานกว่าจะดีขึ้น

4. งดแต่งตาและหลีกเลี่ยงการใส่คอนแทคเลนส์ชั่วคราว

ในช่วงที่มีอาการบวม ควรงดใช้เครื่องสำอางบริเวณรอบดวงตา รวมถึงหลีกเลี่ยงการใส่คอนแทคเลนส์ชั่วคราว เพราะอาจเพิ่มการระคายเคืองหรือทำให้อาการอักเสบรุนแรงขึ้น สำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตา สามารถเปลี่ยนมาใช้แว่นสายตาแทนในช่วงนี้ เพื่อช่วยลดการสัมผัสและให้ดวงตาได้พักมากขึ้น

5. รักษาความสะอาดบริเวณดวงตาและเปลือกตา

การดูแลความสะอาดบริเวณรอบดวงตาอย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดการสะสมของสิ่งสกปรก คราบเครื่องสำอาง และสารคัดหลั่งบริเวณเปลือกตาได้ โดยอาจใช้สำลีหรือผ้าสะอาดชุบน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Normal Saline) เช็ดบริเวณเปลือกตาและรอบดวงตาอย่างเบามือ พร้อมหลีกเลี่ยงการถูหรือเช็ดแรงเกินไป

6. ใช้ยาตามอาการภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

หากอาการบวมเกี่ยวข้องกับภูมิแพ้ แพทย์หรือเภสัชกรอาจแนะนำยาแก้แพ้เพื่อช่วยบรรเทาอาการคันและบวม ส่วนกรณีที่มีการติดเชื้อ เช่น ตากุ้งยิงหรือเปลือกตาอักเสบ แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาหยอดตา ยาป้ายตา หรือยารับประทานตามสาเหตุและความรุนแรงของอาการ จึงไม่ควรซื้อยาหยอดตาหรือยาปฏิชีวนะมาใช้เองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ค่ะ

แนวทางการป้องกันเพื่อไม่ให้กลับมา “ใต้ตาบวมข้างเดียว” ซ้ำอีก

แม้อาการใต้ตาบวมข้างเดียวในบางกรณีอาจค่อย ๆ ดีขึ้นได้เอง แต่การดูแลสุขภาพดวงตาอย่างเหมาะสมและหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่อาจทำให้เกิดการระคายเคือง จะช่วยลดโอกาสที่อาการจะกลับมาเป็นซ้ำได้ โดยสามารถดูแลตนเองได้ตามแนวทางดังต่อไปนี้

1. ดูแลความสะอาดรอบดวงตาเป็นประจำ

การรักษาความสะอาดบริเวณรอบดวงตาเป็นสิ่งสำคัญ เพราะช่วยลดการสะสมของสิ่งสกปรก เชื้อโรค และสารก่อภูมิแพ้ที่อาจกระตุ้นให้เกิดการระคายเคืองหรืออักเสบ ควรล้างมือให้สะอาดก่อนสัมผัสดวงตา หลีกเลี่ยงการขยี้ตา และหมั่นทำความสะอาดปลอกหมอน ผ้าห่ม รวมถึงเครื่องนอนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดการสะสมของไรฝุ่นและสิ่งระคายเคืองต่าง ๆ

2. เลือกใช้เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์รอบดวงตาที่ได้มาตรฐาน

เนื่องจากผิวบริเวณรอบดวงตามีความบอบบาง จึงควรเลือกใช้เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานและเหมาะสำหรับบริเวณรอบดวงตาโดยเฉพาะ หากมีอาการแสบ คัน แดง หรือระคายเคืองหลังใช้ผลิตภัณฑ์ ควรหยุดใช้ทันที นอกจากนี้ ควรเปลี่ยนเครื่องสำอางตามอายุการใช้งานที่แนะนำ และหลีกเลี่ยงการใช้ร่วมกับผู้อื่น เพื่อลดความเสี่ยงต่อการระคายเคืองและการติดเชื้อ

3. เลือกคลินิกและแพทย์ผู้ชำนาญการก่อนทำหัตถการรอบดวงตา

สำหรับผู้ที่สนใจทำหัตถการบริเวณรอบดวงตา เช่น โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา ควรเลือกสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน และเข้ารับการประเมินจากแพทย์ผู้ชำนาญการก่อนทำหัตถการ เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับโครงสร้างใบหน้าและปัญหาของแต่ละบุคคล รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงของผลข้างเคียง เช่น อาการบวมไม่เท่ากัน ฟิลเลอร์เป็นก้อน หรือใต้ตาบวมผิดปกติหลังทำ

4. พักผ่อนให้เพียงพอและลดพฤติกรรมที่ทำให้ตาบวม

การนอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือร้องไห้เป็นเวลานาน อาจทำให้ของเหลวคั่งบริเวณรอบดวงตาและทำให้ใต้ตาดูบวมได้ง่ายขึ้น จึงควรนอนหลับให้เพียงพอประมาณ 7-9 ชั่วโมงต่อวัน และอาจหนุนศีรษะให้สูงขึ้นเล็กน้อยขณะนอน เพื่อช่วยลดการคั่งของของเหลวบริเวณใบหน้าและรอบดวงตา

5. หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุของอาการบวม

หากเคยมีอาการตาบวมจากภูมิแพ้ ควรสังเกตและหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการ เช่น ฝุ่น เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ หรือเครื่องสำอางบางชนิด รวมถึงอาจสวมแว่นตาเมื่อต้องอยู่ในบริเวณที่มีฝุ่นละอองหรือสิ่งระคายเคืองจำนวนมาก เพื่อช่วยลดการสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้และลดโอกาสเกิดอาการบวมซ้ำค่ะ

สรุป

อาการใต้ตาบวมข้างเดียวสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ภูมิแพ้ แมลงกัดต่อย การระคายเคืองและอักเสบ ไปจนถึงการติดเชื้อหรือผลข้างเคียงจากหัตถการบริเวณรอบดวงตา ดังนั้น การสังเกตอาการร่วมและทำความเข้าใจว่า ใต้ตาบวมข้างเดียว วิธีแก้แบบใดเหมาะกับสาเหตุจึงเป็นสิ่งสำคัญ หากอาการบวมไม่ดีขึ้น มีอาการปวดตา ตามัว ตาแดงมาก หรือมีไข้ร่วมด้วย ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์โดยเร็ว

นอกจากนี้ หากมีปัญหาขอบตาคล้ำร่วมด้วย สามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ วิธีแก้ขอบตาดำ เร่งด่วน เพื่อเลือกแนวทางดูแลให้เหมาะกับสาเหตุของแต่ละบุคคลได้ค่ะ สำหรับผู้ที่กังวลเกี่ยวกับอาการบวม ช้ำ หรือปัญหาอื่น ๆ บริเวณรอบดวงตา สามารถเข้ารับคำปรึกษาที่ Classcare Clinic เพื่อให้แพทย์ประเมินปัญหาและแนะนำแนวทางดูแลที่เหมาะสมค่ะ

FAQ

อาจเกิดจากการคั่งของของเหลวจากการนอนราบหรือนอนทับใบหน้าข้างใดข้างหนึ่ง หากอาการค่อย ๆ ยุบลงระหว่างวันมักไม่อันตราย แต่หากบวมต่อเนื่อง มีอาการเจ็บ แดง หรือการมองเห็นผิดปกติ ควรพบแพทย์ค่ะ

หลังฉีดโปรแกรมฟิลเลอร์อาจมีอาการบวมและช้ำในช่วงแรกได้ หากพบว่าอาการยังบวมเป็นก้อน นูนชัด บวมไม่เท่ากัน หรือมีอาการแดงและเจ็บ ควรให้แพทย์ประเมินก่อนพิจารณาสลายฟิลเลอร์ค่ะ

หากใส่คอนแทคเลนส์แล้วมีอาการบวม แสบตา หรือระคายเคือง ควรถอดออกและพักการใช้งานชั่วคราว หากอาการไม่ดีขึ้น มีขี้ตาผิดปกติหรือตามัว ควรเข้าพบแพทย์ค่ะ

สามารถประคบเย็นบริเวณใต้ตาประมาณ 10-15 นาที และหลีกเลี่ยงการขยี้ตา พร้อมพักผ่อนและดื่มน้ำให้เพียงพอ อาการมักค่อย ๆ ลดลงเมื่อการคั่งของของเหลวบริเวณรอบดวงตาลดลงค่ะ

อาจเกิดจากภูมิแพ้ การระคายเคือง การขยี้ตาบ่อย หรือต่อมไขมันบริเวณเปลือกตาอุดตัน หากมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ ต่อเนื่องหรือไม่หายสนิท ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและวางแนวทางดูแลที่เหมาะสมค่ะ