คนตาตกเกิดจากอะไร? สังเกตอาการและแนวทางแก้ไขอย่างเหมาะสม

คนตาตกเกิดจากอะไร? สังเกตอาการและแนวทางแก้ไขอย่างเหมาะสม

หลายคนอาจพบปัญหาดวงตาดูเหนื่อยล้า ไม่สดใส หรือเปลือกตาบนตกลงมาบดบังตาดำมากกว่าปกติ ซึ่งลักษณะของคนตาตก ไม่ได้ส่งผลเพียงต่อรูปลักษณ์และความมั่นใจเท่านั้น แต่ในบางรายอาจบดบังลานสายตาและรบกวนการมองเห็นในชีวิตประจำวันได้

แล้ว คนตาตกเกิดจากอะไร มีอาการอย่างไรที่ควรสังเกต และสามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีใดบ้าง? ในบทความนี้ Classcare Clinic ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุ อาการ รวมถึงแนวทางการดูแลและแก้ไขที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้เข้าใจปัญหาตาตกและเลือกแนวทางดูแลได้ตรงกับสาเหตุมากขึ้นค่ะ

ตาตก คืออะไร?

อาการตาตก หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะหนังตาตก (Ptosis) คือ ภาวะที่เปลือกตาบนอยู่ต่ำกว่าระดับปกติ โดยสามารถเกิดได้ทั้งข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง ทำให้ดวงตาดูปรือ ไม่สดใส หรือมีลักษณะคล้ายง่วงนอนอยู่ตลอดเวลา

สำหรับผู้ที่มีปัญหาตาตก หากเปลือกตาหย่อนลงมามาก อาจบดบังตาดำหรือรูม่านตาบางส่วน นอกจากจะส่งผลต่อรูปลักษณ์และความมั่นใจแล้ว ในรายที่มีอาการรุนแรงยังอาจบดบังลานสายตาและรบกวนการมองเห็นในชีวิตประจำวันได้ จึงควรได้รับการประเมินเพื่อหาสาเหตุและวางแนวทางแก้ไขอย่างเหมาะสม

คนตาตกเกิดจากอะไร
ปุ่ม Phone Classcare
ปุ่ม Line Classcare
ปุ่ม Messenger Classcare

คนตาตกเกิดจากอะไร? เช็ก 7 สาเหตุหลักที่พบบ่อย

อาการตาตกสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งความเสื่อมตามวัย ความผิดปกติของกล้ามเนื้อและระบบประสาท ภาวะตั้งแต่กำเนิด รวมถึงอุบัติเหตุหรือพฤติกรรมบางอย่าง โดยสาเหตุที่พบได้บ่อย มีดังนี้ค่ะ

1. กล้ามเนื้อยกเปลือกตาทำงานไม่เต็มที่หรืออ่อนแรงตามวัย

เมื่ออายุมากขึ้น กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบดวงตาจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงตามวัย โดยเอ็นของกล้ามเนื้อยกเปลือกตาอาจยืดหรือหย่อนลง ทำให้เปลือกตาบนตกลงต่ำกว่าปกติ ร่วมกับผิวหนังที่สูญเสียความยืดหยุ่น จึงทำให้ดวงตาดูปรือหรือหย่อนคล้อย ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ

2. ภาวะตาตกตั้งแต่กำเนิด จากพัฒนาการกล้ามเนื้อที่ผิดปกติ

ภาวะตาตกตั้งแต่กำเนิด (Congenital Ptosis) มักเกิดจากกล้ามเนื้อยกเปลือกตาพัฒนาได้ไม่สมบูรณ์ ทำให้เปลือกตาข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างยกขึ้นได้ไม่เต็มที่ หากเปลือกตาตกลงมาบดบังแนวการมองเห็น อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะตาขี้เกียจ (Amblyopia) จึงควรได้รับการตรวจประเมินตั้งแต่เนิ่น ๆ

3. ความผิดปกติของระบบประสาทหรือเส้นประสาทที่ควบคุมดวงตา

เส้นประสาทสมองคู่ที่ 3 (Oculomotor Nerve) มีบทบาทในการควบคุมกล้ามเนื้อหลายส่วนของดวงตา รวมถึงกล้ามเนื้อที่ช่วยยกเปลือกตา หากเส้นประสาทเกิดความผิดปกติ เช่น จากโรคหลอดเลือดสมอง การกดทับ หรือหลอดเลือดสมองโป่งพอง อาจทำให้เกิดอาการตาตกอย่างเฉียบพลัน และควรได้รับการตรวจจากแพทย์โดยเร็ว

4. โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและระบบประสาท

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอ็มจี หรือ Myasthenia Gravis (MG) เป็นโรคที่ส่งผลต่อการสื่อสารระหว่างเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ง่าย โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตา ผู้ป่วยอาจมีอาการตาตก ตาปรือ หรือเห็นภาพซ้อน ซึ่งอาการมักเปลี่ยนแปลงระหว่างวันและอาจชัดขึ้นเมื่อใช้งานกล้ามเนื้อนาน ๆ

5. มีก้อนเนื้อหรือสิ่งกีดขวางกดทับบริเวณเปลือกตา

ก้อนเนื้อหรือเนื้อเยื่อส่วนเกินบริเวณเปลือกตาบน เช่น ซีสต์ ก้อนไขมัน หรือก้อนบริเวณเปลือกตา รวมถึงผู้ที่มีปัญหาหนังตาเยอะ หรือหนังตาหนา อาจทำให้เปลือกตาถูกถ่วงลงจนดูคล้ายภาวะตาตก และอาจรบกวนการมองเห็นได้ในบางราย

6. ผลกระทบหลังเกิดอุบัติเหตุ การผ่าตัด หรือหัตถการรอบดวงตาที่ผิดพลาด

อุบัติเหตุที่กระทบกระเทือนบริเวณดวงตา รวมถึงการผ่าตัดหรือหัตถการรอบดวงตาบางประเภท อาจส่งผลต่อกล้ามเนื้อ เอ็น หรือเส้นประสาทที่ควบคุมการยกเปลือกตา ทำให้เปลือกตายกขึ้นได้ไม่เต็มที่ และเกิดอาการตาตกได้ทั้งแบบชั่วคราวหรือเป็นต่อเนื่อง

7. พฤติกรรมทำร้ายดวงตา

พฤติกรรมบางอย่าง เช่น การขยี้ตาแรง ๆ เป็นประจำ หรือการดึงเปลือกตาขณะใส่และถอดคอนแทคเลนส์บ่อย ๆ อาจเพิ่มแรงกระทำต่อเนื้อเยื่อและเอ็นบริเวณเปลือกตา เมื่อเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจมีส่วนทำให้โครงสร้างที่ช่วยยกเปลือกตาหย่อนลงและเพิ่มโอกาสเกิดอาการตาตกได้ค่ะ

6 สัญญาณเตือนคนตาตก สังเกตด่วนก่อนบดบังการมองเห็น

การสังเกตอาการตาตกตั้งแต่ระยะแรก ช่วยให้ประเมินความผิดปกติและวางแนวทางดูแลได้เหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อเปลือกตาเริ่มรบกวนการมองเห็น ลองเช็กสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้ค่ะ

  1. เปลือกตาบนตกลงมาปิดตาดำมากกว่าปกติ ทำให้ดวงตาดูเล็กหรือเปิดได้ไม่เต็มที่
  2. ดวงตาดูง่วง อ่อนล้า หรือปรือตลอดเวลา แม้จะพักผ่อนอย่างเพียงพอแล้วก็ตาม
  3. ระดับเปลือกตาทั้งสองข้างไม่เท่ากัน โดยอาจสังเกตเห็นว่าตาข้างหนึ่งดูตกหรือเล็กกว่าอีกข้าง
  4. มักเลิกคิ้วหรือยกคิ้วเพื่อช่วยลืมตา เนื่องจากร่างกายพยายามชดเชยการทำงานของกล้ามเนื้อยกเปลือกตา
  5. ต้องเงยหน้าหรือเชิดคางขณะมอง เพื่อช่วยให้มองผ่านเปลือกตาที่ตกลงมาได้สะดวกขึ้น
  6. ลานสายตาด้านบนลดลง โดยอาจรู้สึกว่ามองเห็นสิ่งที่อยู่ด้านบนได้ไม่ชัด หรือเปลือกตาเริ่มบดบังการมองเห็นในชีวิตประจำวัน

วิธีเช็กด้วยตัวเอง คุณเป็น “คนตาตก” หรือแค่ “ตาปรือ/หนังตาเกิน”?

ปัญหารอบดวงตาหลายลักษณะอาจดูคล้ายกัน จนทำให้แยกได้ยากว่าเกิดจากภาวะหนังตาตกจริง หรือเป็นเพียงหนังตาส่วนเกินและตาปรือ การสังเกตเบื้องต้นจึงช่วยให้เข้าใจลักษณะปัญหาได้มากขึ้น โดยสามารถเช็กได้ดังนี้ค่ะ

สังเกตตำแหน่งขอบเปลือกตาเทียบกับตาดำ

ลองมองตรงหน้ากระจกในระดับสายตา โดยไม่เลิกคิ้ว แล้วสังเกตตำแหน่งขอบเปลือกตาบน หากเปลือกตาตกต่ำจนบดบังตาดำหรือเข้าใกล้รูม่านตามากกว่าปกติ อาจเข้าข่ายภาวะหนังตาตก แต่หากขอบเปลือกตายังอยู่ในระดับใกล้เคียงปกติ และมีเพียงผิวหนังส่วนเกินหย่อนลงมาปิดชั้นตา อาจเป็นปัญหาหนังตาเกินหรือไขมันบริเวณเปลือกตาแทน

เปรียบเทียบความสมมาตรของดวงตาทั้งสองข้าง

สังเกตว่าดวงตาทั้งสองข้างมีระดับเปลือกตาใกล้เคียงกันหรือไม่ หากตาข้างหนึ่งดูเล็ก ปรือ หรือเปิดได้น้อยกว่าอีกข้างอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ระดับคิ้วยังใกล้เคียงกัน อาจสัมพันธ์กับการทำงานของกล้ามเนื้อยกเปลือกตาข้างนั้นได้

สังเกตการเลิกคิ้วและริ้วรอยบริเวณหน้าผาก

ลองผ่อนคลายใบหน้าและมองตรง หากพบว่าต้องเลิกคิ้วอยู่บ่อย ๆ เพื่อช่วยให้ลืมตาได้กว้างขึ้น หรือมีริ้วรอยหน้าผากชัดจากการยกคิ้วเป็นประจำ อาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังใช้กล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis Muscle) ช่วยชดเชยการยกเปลือกตา

ทดสอบการลืมตาโดยไม่ใช้กล้ามเนื้อหน้าผากช่วย

ลองวางนิ้วเหนือคิ้วทั้งสองข้างเบา ๆ เพื่อไม่ให้คิ้วยกขึ้น แล้วลืมตาตามปกติ หากรู้สึกว่าลืมตาได้ยากขึ้นอย่างชัดเจน หรือเปลือกตาบนบดบังการมองเห็นมากขึ้น อาจบ่งชี้ว่ามีความผิดปกติของการยกเปลือกตา อย่างไรก็ตาม การทดสอบนี้ใช้สังเกตเบื้องต้นเท่านั้น หากสงสัยว่ามีภาวะตาตก ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์เพื่อวินิจฉัยอย่างถูกต้องค่ะ

อาการคนตาตกแบบไหนที่ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย

แม้อาการตาตกบางกรณีอาจเกิดขึ้นตามวัย แต่หากเกิดขึ้นรวดเร็วหรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย อาจเกี่ยวข้องกับระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อ จึงควรรีบเข้ารับการตรวจ โดยเฉพาะเมื่อมีอาการดังนี้

  • ตาตกเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน หรือเปลือกตาตกลงอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีอาการ
  • มีอาการตาตกเพียงข้างเดียวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหากเกิดขึ้นใหม่หรือมีอาการมากขึ้นเรื่อย ๆ
  • รูม่านตาทั้งสองข้างมีขนาดไม่เท่ากัน หรือมองเห็นภาพซ้อน ซึ่งอาจสัมพันธ์กับความผิดปกติของเส้นประสาทที่ควบคุมดวงตา
  • มีอาการปวดศีรษะรุนแรง ชา หรืออ่อนแรงร่วมด้วย โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า แขน หรือขา ควรรีบเข้ารับการตรวจเพื่อหาสาเหตุ
  • อาการตาตกเปลี่ยนแปลงระหว่างวันอย่างชัดเจน เช่น ช่วงเช้าอาการน้อย แต่ตาตกมากขึ้นในช่วงบ่ายหรือเย็น ซึ่งอาจสัมพันธ์กับความผิดปกติของการทำงานระหว่างเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ
  • ตาตกจนเริ่มบดบังการมองเห็น ทำให้ต้องเลิกคิ้ว เงยหน้า หรือเชิดคางเพื่อช่วยให้มองเห็นได้ชัดขึ้น

หากพบอาการตาตกร่วมกับความผิดปกติทางระบบประสาทอย่างเฉียบพลัน เช่น พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรง หรือปวดศีรษะรุนแรงผิดปกติ ควรเข้ารับการตรวจทางการแพทย์โดยเร็วค่ะ

การรักษาและแก้ไขปัญหาคนตาตก
ปุ่ม Phone Classcare
ปุ่ม Line Classcare
ปุ่ม Messenger Classcare

แนวทางการรักษาและแก้ไขปัญหาคนตาตกอย่างเหมาะสม

การรักษาภาวะตาตกมีหลายแนวทาง โดยแพทย์จะพิจารณาจากสาเหตุ ระดับความรุนแรง การทำงานของกล้ามเนื้อยกเปลือกตา และผลกระทบต่อการมองเห็น เพื่อเลือกวิธีแก้ไขตาตกที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ดังนี้ค่ะ

1. การรักษาด้วยยาหยอดตาเฉพาะทาง

ในผู้ที่มีภาวะตาตกบางประเภท แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาหยอดตาเฉพาะกลุ่มที่ออกฤทธิ์กระตุ้นกล้ามเนื้อบริเวณเปลือกตา เช่น Müller’s Muscle เพื่อช่วยให้เปลือกตายกขึ้นได้ชั่วคราว อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ไม่ได้เหมาะกับผู้ป่วยทุกราย จึงควรใช้ภายใต้การประเมินและคำแนะนำของแพทย์

2. การผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง

หากอาการตาตกเกิดจากกล้ามเนื้อยกเปลือกตาหรือเอ็นกล้ามเนื้อหย่อน แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดปรับกล้ามเนื้อ เช่น Levator Resection หรือ Levator Advancement เพื่อช่วยให้เปลือกตายกขึ้นได้ดีขึ้น ลดการบดบังการมองเห็น และปรับระดับเปลือกตาทั้งสองข้างให้สมดุลมากขึ้น

3. การทำตาสองชั้นร่วมกับการจัดระเบียบกล้ามเนื้อตา

ในกรณีที่มีภาวะตาตกร่วมกับหนังตาหย่อน หนังตาเกิน หรือชั้นตาไม่ชัดเจน แพทย์อาจพิจารณาทำศัลยกรรมตาสองชั้นร่วมกับการปรับกล้ามเนื้อยกเปลือกตา เพื่อแก้ไขทั้งการทำงานของเปลือกตาและผิวหนังส่วนเกิน ช่วยให้ดวงตาเปิดได้เหมาะสมและชั้นตาดูสมดุลกับรูปตามากขึ้น

4. การรักษาโรคประจำตัวหรือสาเหตุต้นตอที่ทำให้เกิดอาการตาตก

หากอาการตาตกเกิดจากโรคหรือความผิดปกติของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอ็มจี (Myasthenia Gravis) หรือความผิดปกติของเส้นประสาท แนวทางหลักจะเน้นการรักษาสาเหตุต้นตอก่อนด้วยยา หรือการรักษาเฉพาะทางตามการวินิจฉัยของแพทย์ เมื่อควบคุมโรคได้ดีขึ้น อาการตาตกในบางรายอาจดีขึ้นตามไปด้วยค่ะ

ทำตาสองชั้นอย่างเดียว สามารถแก้ปัญหาคนตาตกได้ไหม?

การทำตาสองชั้นเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ปัญหาตาตกได้ในทุกกรณี โดยเฉพาะหากสาเหตุเกิดจากกล้ามเนื้อยกเปลือกตาอ่อนแรง เพราะการทำตาสองชั้นทั่วไปจะเน้นการสร้างหรือปรับชั้นตา รวมถึงจัดการผิวหนังส่วนเกิน แต่ไม่ได้แก้ไขการทำงานของกล้ามเนื้อยกเปลือกตาโดยตรง

ดังนั้น หากมีอาการตาตก ตาปรือ หรือรู้สึกว่าลืมตาได้ไม่เต็มที่ ควรเข้ารับการประเมินโครงสร้างรอบดวงตาอย่างละเอียดก่อนทำหัตถการ ในบางกรณี แพทย์อาจพิจารณาทำตาสองชั้นร่วมกับการปรับกล้ามเนื้อยกเปลือกตา เพื่อช่วยให้ดวงตาเปิดได้ดีขึ้น ชั้นตาดูสมดุล และรูปทรงดวงตาดูเหมาะกับใบหน้ามากขึ้นค่ะ

สิ่งที่แพทย์ต้องประเมินอย่างละเอียด ก่อนวางแผนแก้ไขปัญหาคนตาตก

ก่อนแก้ไขปัญหาคนตาตก แพทย์จะประเมินโครงสร้างรอบดวงตาและการทำงานของเปลือกตา เพื่อหาสาเหตุและเลือกแนวทางรักษาให้เหมาะกับแต่ละบุคคล โดยพิจารณาปัจจัยสำคัญ ดังนี้ค่ะ

  • วัดระดับการตกของเปลือกตา เพื่อประเมินความรุนแรงและดูว่าเปลือกตาบดบังการมองเห็นมากน้อยเพียงใด
  • ประเมินกำลังของกล้ามเนื้อยกเปลือกตา เพื่อดูว่ากล้ามเนื้อยังสามารถยกเปลือกตาได้ดีเพียงใด และใช้ประกอบการเลือกวิธีรักษา
  • ประเมินปริมาณผิวหนังและไขมันส่วนเกินบริเวณเปลือกตา เพื่อแยกว่าปัญหาเกิดจากหนังตาหย่อน ไขมันส่วนเกิน หรือมีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงร่วมด้วย
  • ตรวจตำแหน่งคิ้วและการทำงานของกล้ามเนื้อหน้าผาก เพื่อดูว่ามีการยกคิ้วช่วยชดเชยอาการตาตกหรือไม่ และช่วยวางแผนการแก้ไขให้ดวงตาทั้งสองข้างดูสมดุลมากขึ้น

หลังผ่าตัดแก้ไขแล้ว ปัญหาคนตาตกสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีกไหม?

หลังผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อยกเปลือกตาหรือทำตาสองชั้นเพื่อแก้ปัญหาตาตก ผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้เป็นระยะเวลานาน อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสที่อาการตาตกจะกลับมาเกิดขึ้นได้ในอนาคต เนื่องจากผิวหนัง กล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อรอบดวงตายังคงเปลี่ยนแปลงและหย่อนคล้อยตามอายุที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ พฤติกรรมที่ทำให้เปลือกตาถูกดึงรั้งบ่อย ๆ เช่น การขยี้ตาแรง หรือดึงเปลือกตาขณะใส่และถอดคอนแทคเลนส์ อาจส่งผลต่อโครงสร้างรอบดวงตาได้ ดังนั้น การดูแลดวงตาอย่างอ่อนโยน ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ และเข้ารับการติดตามผลตามนัด จึงมีส่วนช่วยดูแลผลลัพธ์หลังผ่าตัดให้คงอยู่ได้ยาวนานขึ้นค่ะ

สรุป

ปัญหาคนตาตก ไม่ได้ส่งผลเพียงต่อบุคลิกภาพหรือทำให้ใบหน้าดูอ่อนล้าและง่วงนอนเท่านั้น แต่ในบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของกล้ามเนื้อ เปลือกตา หรือระบบประสาท และอาจรบกวนการมองเห็นได้ การสังเกตอาการและทำความเข้าใจสาเหตุจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อช่วยให้สามารถเลือกแนวทางดูแลและรักษาได้อย่างเหมาะสม

สำหรับผู้ที่กังวลเกี่ยวกับปัญหาตาตก หรือต้องการปรับรูปทรงดวงตาให้ดูสดใส สมดุล และเหมาะกับรูปหน้ามากขึ้น สามารถเข้ารับคำปรึกษาที่ Classcare Clinic เพื่อให้แพทย์ประเมินโครงสร้างรอบดวงตา การทำงานของกล้ามเนื้อยกเปลือกตา และวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดหรือนัดหมายเพื่อเข้ารับการประเมินได้เลยค่ะ

FAQ

ควรเข้ารับการตรวจประเมิน เพราะหากตาตกเกิดจากภาวะกล้ามเนื้อยกเปลือกตาอ่อนแรงตั้งแต่กำเนิด อาจส่งผลต่อพัฒนาการด้านการมองเห็นและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะตาขี้เกียจได้ การตรวจพบและดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงมีความสำคัญค่ะ

การนอนน้อยหรือจ้องหน้าจอนาน ๆ อาจทำให้ดวงตาอ่อนล้า ตาดูปรือ หรือบวมชั่วคราวได้ แต่โดยทั่วไปไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้กล้ามเนื้อยกเปลือกตาอ่อนแรง อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมที่มีการดึงรั้งเปลือกตาบ่อย ๆ เช่น การขยี้ตา อาจส่งผลต่อเปลือกตาได้ค่ะ

อาจมีส่วนได้ค่ะ เนื่องจากการใส่และถอดคอนแทคเลนส์เป็นประจำอาจทำให้เกิดการดึงรั้งบริเวณเปลือกตาบน หากเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อเอ็นของกล้ามเนื้อยกเปลือกตาและทำให้เกิดภาวะตาตกได้

การบริหารดวงตาอาจช่วยผ่อนคลายความล้าได้บ้าง แต่หากตาตกเกิดจากกล้ามเนื้อยกเปลือกตาอ่อนแรง ยืดตัว หรือโครงสร้างเปลี่ยนแปลง การบริหารเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ จึงควรเข้ารับการประเมินเพื่อเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมค่ะ

หลังผ่าตัด ชั้นตาอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามเทคนิคและโครงสร้างเดิมของแต่ละบุคคล โดยแพทย์จะประเมินระดับเปลือกตา ชั้นตา และความสมดุลของดวงตาก่อนวางแผน เพื่อให้ผลลัพธ์ดูสมดุลและเหมาะกับรูปตาของแต่ละบุคคลค่ะ